
ณ เมืองสาวัตถี มีนักบวชผู้หนึ่งนามว่า กุฏิทูสกะ เขามีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องของความตระหนี่ถี่เหนียว ไม่เคยมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ให้กับผู้ใด เขาจะเก็บสะสมข้าวของเงินทองไว้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่เคยนำไปใช้ประโยชน์ หรือแบ่งปันให้ใครเลย
วันหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงทราบถึงพฤติกรรมของนักบวชกุฏิทูสกะ จึงเสด็จไปยังอาศรมของเขา
เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปถึง นักบวชกุฏิทูสกะ ก็รีบต้อนรับอย่างดี แต่ก็ยังคงมีท่าทีระแวดระวังทรัพย์สมบัติของตน
พระพุทธองค์ทรงเห็นถึงความตระหนี่ในจิตใจของนักบวช จึงตรัสถามว่า “ท่านนักบวช ท่านได้สะสมทรัพย์สินมากมายเช่นนี้ ท่านมีความสุขหรือไม่?”
นักบวชกุฏิทูสกะ ตอบว่า “ข้าพเจ้ามีความสุขดีพะย่ะค่ะ การมีทรัพย์สินมากมายทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกมั่นคง”
พระพุทธองค์ทรงยิ้ม และตรัสว่า “ความสุขที่เกิดจากทรัพย์สินนั้น เป็นเพียงความสุขชั่วคราว หากท่านไม่รู้จักแบ่งปัน หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ความสุขนั้นก็จะหมดไป”
พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของนักบวชกุฏิทูสกะ ว่า ในอดีตชาติ เขาก็เคยเป็นผู้ที่ตระหนี่ถี่เหนียวเช่นนี้
ในอดีตชาติ ท่านผู้นี้เกิดเป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่ง แต่กลับมีนิสัยขี้เหนียวอย่างมาก เขาจะเก็บเงินทองไว้ในหีบอย่างแน่นหนา ไม่ยอมให้ใครแม้แต่คนในครอบครัวได้แตะต้อง
วันหนึ่ง เขาได้เดินทางไปค้าขายที่เมืองอื่น ระหว่างทาง เขาได้พบกับขอทานผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังอดอยาก
ขอทานได้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากเขา แต่เขาก็ปฏิเสธ และไล่ขอทานไป
เมื่อเขาเดินทางถึงเมืองที่หมาย ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
เรือที่เขาโดยสารมา เกิดอุบัติเหตุล่ม ทำให้เขาต้องสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด
เขาพยายามว่ายน้ำเข้าฝั่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ
ในขณะที่เขากำลังจะจมน้ำ เขาก็ได้เห็นขอทานคนเดิม เดินผ่านมา
ขอทานคนนั้น เห็นเขาตกอยู่ในอันตราย จึงรีบเข้ามาช่วยเหลือ
แม้ว่าเขาจะเคยปฏิเสธขอทาน แต่ขอทานก็ไม่เคยมีใจพยาบาท และได้ช่วยชีวิตเขาไว้
เมื่อเขาปลอดภัยแล้ว เขารู้สึกละอายใจเป็นอย่างมาก ที่ตนเองเคยปฏิเสธน้ำใจของขอทาน
เขาได้มอบทรัพย์สินที่เหลืออยู่ทั้งหมด ให้กับขอทาน เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ
หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็กลับใจ เปลี่ยนนิสัยตระหนี่ และเริ่มรู้จักแบ่งปัน
พระพุทธองค์ตรัสสรุปว่า “ท่านนักบวช ความตระหนี่เป็นเหมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการจิตใจของท่านไว้ ทำให้ท่านไม่สามารถมีความสุขที่แท้จริงได้ การแบ่งปันและการให้ คือหนทางสู่ความสุขที่ยั่งยืน”
นักบวชกุฏิทูสกะ ได้ฟังเรื่องราวของตนเองในอดีตชาติ ก็เกิดความสลดใจ และได้คิดถึงคำสอนของพระพุทธองค์
ตั้งแต่นั้นมา นักบวชกุฏิทูสกะ ก็ได้เปลี่ยนแปลงตนเอง เขาเริ่มรู้จักแบ่งปันทรัพย์สิน และช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน
เขาก็พบว่า การให้ที่แท้จริงนั้น นำมาซึ่งความสุขที่มากกว่าการครอบครอง
การยึดมั่นในวัตถุ และความตระหนี่ เป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งทุกข์ การแบ่งปันและการให้ คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริงและยั่งยืน.
— In-Article Ad —
ความตระหนี่นำมาซึ่งทุกข์ การแบ่งปันและการให้ คือหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง.
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี
— Ad Space (728x90) —
341จตุกกนิบาตพันธนาการแห่งความโลภณ แคว้นอันอุดมสมบูรณ์นามว่า โกสัมพี เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการค้าขาย และความมั่งค...
💡 ความโลภไม่เคยนำพาไปสู่ความสุขที่แท้จริง แต่จะนำมาซึ่งความทุกข์และหายนะ
111เอกนิบาตอุทายิชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงสาวัตถี อันเป็นเมืองหลวงที่รุ่งเรืองยิ่งนัก ประดับประดาไป...
💡 วาจาสุภาพอ่อนหวาน ย่อมนำมาซึ่งความรัก ความเมตตา และความเป็นมิตร หากแต่ให้มีปัญญาประกอบด้วย
64เอกนิบาตทุติยทุพภิกขันตชาดก (เรื่องที่ 64) ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันเจริญรุ่งเรือง สองกษัตร...
💡 ความเพียรพยายามและสติปัญญา สามารถนำพาเราให้เอาชนะอุปสรรคและความยากลำบากได้ การเสียสละเพื่อผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ.
12เอกนิบาตอัมพชาดกในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพระโพธิสัตว์ในตระกูลของช้าง การเกิดครั้งนี้เกิดขึ้นในป่าห...
💡 การตอบแทนบุญคุณด้วยการทำร้าย เป็นการสร้างกรรมที่เลวร้าย
125เอกนิบาตนฬิรีชาดกในอดีตกาล ณ อาณาจักรแห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ และมีป่าไม้เขียวขจีเป็นจำนวนมาก...
💡 ความเมตตาและการแบ่งปัน คือสิ่งที่สำคัญที่สุด การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญที่แท้จริง
203ทุกนิบาตสักกทิสสูตรณ แคว้นมถุรา อันเป็นแคว้นที่อุดมสมบูรณ์และมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีบุรุษผู้หนึ่งนาม...
💡 การไม่รู้จักให้และการยึดติดในวัตถุ ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ยากและการลงโทษ การรู้จักแบ่งปันและให้ด้วยใจที่ยินดี ย่อมนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และการอภัย
— Multiplex Ad —